วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ยอดการให้สินเชื่อรายภาคธุรกิจของแบงก์ไตรมาส 4 ปี 51 เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 5.40

จัดทำบทความโดย... อรรถวุฒิ เยาวพัฒน์ 4901208037

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานยอดคงค้างการให้สินเชื่อแยกตามประเภทธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2551 พบว่า มียอดคงค้างการให้สินเชื่อทั้งสิ้น 7,549,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 387,046 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.40 หากคิดเป็นสัดส่วนแล้วธุรกิจที่ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ ได้แก่ ธุรกิจลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคลคือได้รับสินเชื่อจำนวน 28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12 ล้านบาท หรือร้อยละ 75 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน รองลงมาคือ การบริหารราชการและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการบริการประกันสังคมภาคบังคับ 98,229 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,936 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.59 และการให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 63,789 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,491 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.78

ขณะที่บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 561,688 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29,619 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.56 การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 226,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,533 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.09 การบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ 377,965 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,970 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.83 อุปโภคบริโภคส่วนบุคคล 1,612,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51,626 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.30 การไฟฟ้า แก๊ส และการประปา 155,942 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,670 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.08

ส่วนโรงแรมภัตตาคาร 245,290 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,201 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.02 การจัดหาที่อยู่อาศัย 832,011 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24,383 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.01 การศึกษา 19,387 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 359 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.88 การผลิต 1,750,732 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14,303 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.82 เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 79,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 473 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.59 การซื้อที่ดิน 40,028 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.17

ส่วนธุรกิจที่ยอดสินเชื่อลดลงมากที่สุดได้แก่ การเดินทางไปต่างประเทศเพื่อการทำงาน 1,089 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 126 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 10.3 รองลงมาคือ การทำเหมือนแร่ และถ่านหิน 39,362 ล้านบาท ลดลง 1,429 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.50 การขายส่ง การขายปลีก และซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 1,062,583 ล้านบาท ลดลง 20,974 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 1.97 การประมง 13,597 ล้านบาท ลดลง 259 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.86

องค์การต่างประเทศอื่นๆและสมาชิก 58 ล้านบาท ลดลง 1 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.69 การก่อสร้าง 144,006 ล้านบาท ลดลง1,630 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.11 และการบริการด้านสุขภาพ และงานสังคมสงเคราะห์ 34,097 ล้านบาท ลดลง 96 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.28 องค์การระหว่างประเทศ

นายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท.กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 51 ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีอัตราการขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมร้อยละ 11.8 ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติที่บางธุรกิจที่ได้รับสินเชื่อลดลงบ้าง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าธุรกิจเหล่านั้นจะไม่เกิดปัญหาจนส่งผลให้ภาคธุรกิจต่างๆ ต้องล้มหายตายจากกันเหมือนช่วงวิกฤติปี 40 และไม่ได้ห่วงว่าสภาพแวดล้อมไม่ดีแล้วยิ่งส่งผลร้ายให้ภาคธุรกิจอยู่ไม่ได้

ส่วนที่หลายฝ่ายห่วงธุรกิจที่เชื่อมโยงกับภาคการส่งออกจะได้รับผลโดยตรงจากปัญหาต่างประเทศนั้นมองว่ายังไม่มีสัญญาณอะไรที่แสดงให้เห็นว่าธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มนี้ แต่กลับกันคือหากธุรกิจเหล่านี้ถูกยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้า ทำให้ความต้องการขอสินเชื่อน้อยลงมากกว่า

ที่มา... สำนักข่าวไทย

คำถาม...
1. ธุรกิจใดเป็นธุรกิจที่ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้นมากที่สุด ?
2. ธุรกิจใดเป็นธุรกิจที่ยอดสินเชื่อลดลงมากที่สุด ?
3. จากสภาวะเศษฐกิจในปัจจุบันทำให้ธุรกิจบางธุรกิจได้รับสินเชื่อลดลง ท่านคิดว่าจะส่งผลอย่างไรกับธรกิจเหล่านั้น ?

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เศรษฐกิจเดือน ธ.ค. หดตัวต่อเนื่อง คาดปี 51 โต 3-3.5%

จัดทำบทความโดย นายธนชิต เชื้อพิบูลย์ เลขทะเบียน 4901208083

นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจเดือนธันวาคมที่ผ่านมาหดตัวลงต่อเนื่อง ทำให้ประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 2551 ติดลบระหว่างร้อยละ 0.5-2 ทำให้จีดีพี ปี 2551 ขยายตัวลดลงจากที่เคยประเมินไว้ โดยคาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 3-3.5

โดยมีปัจจัยลบ คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความไม่สงบการเมืองในประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหดตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 18.8 เทียบกับร้อยละ 14.9 ในเดือนพฤษภาคม 2541 และผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปี 2552 โดยประเมินว่าจีดีพีไตรมาส 1 มีโอกาสติดลบร้อยละ 0.5 หรือมากกว่า หากเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2551 ที่โตร้อยละ 6 ถือเป็นการปรับลดลงที่ค่อนข้างมาก ซึ่ง ธปท.คาดหวังว่าการเร่งเบิกจ่ายเม็ดเงินและงบประมาณของรัฐบาลให้ได้ร้อยละ 94 ของเงินงบประมาณ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. และอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง จะกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและนักลงทุน ประกอบกับสถานการณ์การเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้นจะเป็นตัวช่วยสนับสนุนการขยายตัวของจีดีพีไตรมาส 1 ให้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

ส่วนข้อเสนอที่ต้องการให้ ธปท.ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง เพื่อสนับสนุนต่อการส่งออกนั้น นางอมรา ยืนยันว่า ปัจจุบัน ธปท.ดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพและไม่ผันผวน ซึ่งก็เอื้อต่อผู้ประกอบการและนักธุรกิจ รวมทั้งภาคการส่งออกอยู่แล้ว การที่ภาคการส่งออกหดตัวลงมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่หดตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจุดต่ำสุดของภาะเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นเมื่อใด ดังนั้น ยอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศจึงได้ชะลอตัวลง

คำถาม
1.เศรษฐกิจเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
2.ปัจจัยที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจเดือนธันวาคมที่ผ่านมาหดตัวลงต่อเนื่องคืออะไร
3.อะไรที่กระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและนักลงทุน

ที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=03ffdfee-ce45-40b7-8751-f461b326c1f6

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552

ตลท.เผย CEO Survey กังวลจีดีพีลบ-พอใจทีม ศก.เชื่อ อยู่ครบปี

จัดทำบทความโดย น.ส. จิตลดา ธนกิจอมร เลขทะเบียน 4901208045

เรื่อง ตลท.เผย CEO Survey กังวลจีดีพีลบ-พอใจทีม ศก.เชื่อ อยู่ครบปี
ผลสำรวจผู้บริหาร 100 บจ.ในตลาดหุ้น ยังกังวลผลกระทบวิกฤต ศก.โลกฉุด “จีดีพี” ไทยปี 52 ติดลบ แนะ 3 ทางรอด ทุ่มเมกะโปรเจกต์-คุมเกมการเมือง-ดูแลสภาพคล่อง พอใจนโยบาย-ทีม ศก.เชื่ออยู่ได้ครบปี
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้บริหารสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (CEO Survey) จำนวน 137 บริษัท ใน 8 อุตสาหกรรม หรือคิดเป็น 52% ของมาร์เกตแคปทั้งหมดของตลาด พบว่า ผู้บริหาร 31% คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2552 จะติดลบ ซึ่งต่ำกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยจะเติบโตได้ 2.0-2.5%
นอกจากนี้ ส่วนใหญ่มีความกังวลในเรื่องการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพทางการเมือง กำลังซื้อภายในประเทศ และปัญหาสภาพคล่อง ว่า จะเป็นปัจจัยเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า รวมทั้งภาพการส่งออก 6 เดือนข้างหน้า ที่ผู้บริหารส่วนใหญ่มองว่ามีแนวโน้มแย่ลง 70%
ทั้งนี้ ผลสำรวจพบว่า มีผู้บริหารเพียง 10% ที่คาดว่า แนวโน้มการส่งออกจะดีขึ้น จึงเป็นอีกปัจจัยที่ยังกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจต่อเนื่อง และยังพบว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจ ยังเป็นสิ่งกดดันในเรื่องของการลงทุน และยอดขายที่มีแนวโน้มลดลงด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหาร บจ.เชื่อว่า ปัจจัยที่จะช่วยการขยายตัวของจีดีพีได้ 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.เร่งโครงการเมกะโปรเจกต์ 2.ดูแลเสถียรภาพทางการเมือง 3.การแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์ เชื่อว่า จะเป็นสิ่งที่ช่วยได้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าผลของการกระตุ้นจะเห็นผลในช่วงกลางปี 2552 ก็ตาม แต่ในทางกลับกันในช่วงไตรมาส 1 ถึงไตรมาส 2 ปีนี้ จะเป็นช่วงที่ไม่มีภูมิคุ้มกันและเป็นช่วงที่ถูกผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ ในส่วนปัญหาสภาพคล่องผู้บริหาร บจ.ก็มีความกังวล โดยส่วนใหญ่มองว่า วิธีในการแก้ปัญหา คือ การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นมากที่สุด รองลงมา การบริการสินค้าคงคลังและการชะลอการลงทุนเพิ่ม โดยมีความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 50%
นายกอบศักด์ กล่าวต่อว่า ได้มีการสอบถามถึงมุมมองทางเศรษฐกิจการเมืองของรัฐบาลปัจจุบัน จากผลการสำรวจพบว่า 51% พอใจนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ส่วนอีก 31% รู้สึกเฉยๆ ขณะที่ผลการสำรวจถึงความพอใจของทีมเศรษฐกิจ 48% ที่รู้สึกพอใจ และมี 37% เฉยๆ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่ทำให้ความเชื่อมั่นดีขึ้นเมื่อเทียบกับชุดที่ผ่านมา
รวมทั้งได้สอบถามถึงอายุการทำงานของรัฐบาล พบว่า 46% คาดว่า รัฐบาลจะสามารถมีอายุการทำงาน 1 ปี ส่วน 27% คาดว่า จะมีอายุการทำงาน 6 เดือน และ 16% คาดว่า รัฐบาลจะมีอายุการทำงานมากกว่า 2 ปี และ 0% คาดว่า อายุการทำงานของรัฐบาลจะต่ำกว่า 3 เดือน
คำถาม
1. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล คือใคร
2. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล มีความกังวลในเรื่องใด
3. ปัจจัยที่จะช่วยการขยายตัวของจีดีพีได้ 3 อันดับแรก ได้แก่ อะไรบ้าง

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552

บินไทยรับต้องการเงิน 3หมื่นล้าน แก้วิกฤติ

จัดทำบทความโดย พรทิวา สาวก 4901208006

"การบินไทย"ดิ้นหาแหล่งเงินกู้ 3 หมื่นล้านบาท เสริมสภาพคล่อง-คืนหนี้ระยะสั้น โบ้ยพันธมิตรฯปิดสนามบิน-วิกฤติศก.โลก กดดันรายได้ทรุด


นายสุรชัย ธารสิทธิ์พงษ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวยอมรับว่า ปัญหาจากการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อปีที่ผ่านมารวมกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะรายได้ของการบินไทยลดลง โดยเฉพาะฤดูกาลท่องเที่ยวลดลง 20-30% ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องการบินไทย ทั้งนี้ ในปีนี้การบินไทยมีความต้องการหาแหล่งเงินกู้ 29,000 ล้านบาท เพื่อชำระคืนหนี้เงินกู้ระยะสั้นที่ครบกำหนด โดยการบินไทย มีแผนระดมเงินกู้จากแหล่งเงินในประเทศ เช่น การกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยวงเงินกู้ 29,000 ล้านบาท จะเป็นเงินกู้ระยะยาว ซึ่งในวงเงินดังกล่าว มีวงเงินที่คณะกรรมการการบินไทยได้อนุมัติไปแล้ว 10,000 ล้านบาท และจะพิจารณาเพิ่มเติมอีก 19,000 ล้านบาท
ส่วนการลดค่าใช้จ่าย การบินไทยคงต้องดำเนินการต่อไป ขณะที่การลดสิทธิประโยชน์ของคณะกรรมการนั้น ไม่มีปัญหาพร้อมดำเนินการ โดยปัจจุบัน คณะกรรมการการบินไทย มีค่าใช้จ่ายที่เป็นเบี้ยประชุมและเงินโบนัสประมาณปีละ 12 ล้านบาท
ส่วนคำถามว่า คณะกรรมการการบินไทย จะพิจารณาลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ หลังมีกระแสข่าวว่า นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาระบุว่า จะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเปลี่ยนคณะกรรมการการบินไทยทั้งชุด นายสุรชัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีกรรมการการบินไทยคนใดยื่นใบลาออกแต่อย่างใด และยังไม่ได้รับนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้คณะกรรมการการบินไทย ต้องลาออกทั้งชุด
ด้านนายโสภณ กล่าวว่า จะไม่มีการเสนอให้เปลี่ยนคณะกรรมการการบินไทย ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันพรุ่งนี้ (20 ม.ค.)ส่วนกรรมการคนใดจะลาออกหรือไม่ ได้ให้นโยบายกับคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจทุกแห่งไปแล้ว หากพิจารณาตนเองว่า ไม่สามารถทำงานได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ ก็ให้ลาออกได้ โดยเฉพาะคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาขาดทุนมาก เพราะเรื่องเหล่านี้รัฐมนตรีที่กำกับดูแล ต้องรับผิดชอบทางการเมือง และต้องสามารถตอบสังคมได้

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/home/news/business/business/2009/01/19/news_8232.php


คำถาม
1.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่การบินไทยกล่าวว่าปัญหาจากปิดสนามบินของพันธมิตรมีส่วนทำให้รายได้ของการบินไทยลดลง
2.จากข้อ1หากท่านเห็นด้วย ท่านเห็นด้วยเพราะอะไร หากไม่เห็นด้วย ท่านคิดว่าสาเหตุหลักจะมาจากสถานการณ์ได้
3.หากรายได้ของการบินไทยลดลงต่อเนื่อง ท่านคิดว่าการบินไทยต้องปรับเปลี่ยนอะไร ถึงจะส่งผลให้กลับมาฟื้นตัว

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552

“เวิลด์แบงก์” ตอกย้ำ ศก.ไทยปี 52 โตได้ 2% ชมเปาะ “มาร์ค” เกาถูกที่คัน

จัดทำบทความโดย ณัฐกานต์ นันทิวัชรินทร์ 4901208039

ธนาคารโลก ชมมาตรการกระตุ้น ศก.ไทย ตรงจุด-ทันเวลา เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น แนะเข็นมาตรการระยะกลาง ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างความพร้อมในการแข่งขันของประเทศ พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่น “จีดีพี” ยังโตได้ 2% แน่นอน ระบุ ครึ่งปีแรกอาจย่ำแย่ เพราะโดนผลกระทบต่างประเทศเต็มๆ แต่มีสินค้าเกษตรช่วยไว้ ส่วนการจ่ายตรง 2 พันใส่ระบบ ช่วยคนรายได้น้อย เชื่อจะไม่สูญเปล่า เป็นผลดีเชิงจิตวิทยา

น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาในขณะนี้ ถือว่า มีความเหมาะสมและทันเวลา ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบทางลบจากปัจจัยเศรษฐกิจในต่างประเทศได้ ซึ่งมาตรการที่ออกมาส่วนใหญ่เป็นมาตรการระยะสั้น พร้อมแนะนำว่า รัฐบาลจะต้องมีการออกมาตรการระยะปานกลาง ที่เน้นการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการแข่งขันให้กับประเทศไทย ในการกลับเข้าไปแข่งขันในเวทีโลก หลังเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ หากผลกระทบจากเศรษฐกิจทั่วโลกทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบัน และไม่มีความรุนแรงมากขึ้นก็เป็นไปได้ที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โตได้ที่อัตราร้อยละ 2 ขณะเดียวกัน ธนาคารโลก ก็ยังคงการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ไว้ที่ระดับร้อยละ 2 ตามเดิม

ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ยังกล่าวอีกว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ จะขยายตัวแย่ลง แต่จะเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบปีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยจากต่างประเทศ แต่มองว่า ราคาสินค้าเกษตรจะยังคงพยุงการขยายตัวของเศรษฐกิจไว้ได้ แม้ราคาจะลดต่ำลง แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ดี ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ยังกล่าวถึงมาตรการของรัฐบาลที่ให้เงินช่วยเหลือ 2,000 บาทแก่ประชาชน ผู้ที่มีเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท โดยมองว่า มาตรการดังกล่าวจะไม่สูญเปล่า เพราะจำนวนเงิน 2,000 บาท ถือว่ามีมูลค่ามาก ในการช่วยเหลือรายจ่ายของประชาชนผู้มีรายได้น้อย และจะเป็นการสร้างกำลังใจให้แก่ประชาชน ซึ่งจะเป็นผลดีในด้านเชิงจิตวิทยา ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้

ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ยังกล่าวอีกว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ถึงแม้จะไม่มีผลมากนักต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และการปล่อยสินเชื่อ แต่อย่างน้อยก็เป็นการช่วยลดต้นทุนจากผู้ประกอบการได้


ที่มา http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9520000005107



คำถาม

1. ธนาคารโลกชมการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นและระยะกลางจะเพิ่มขึ้นปีนี้กี่เปอร์เซ็นต์

2.ทำไมรัฐบาลถึงได้ให้เงิน 2,000 บาทแก่ประชาชน

3. สินค้าอะไรที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยพยุงตัวได้

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552

SCIB ตั้งเป้าปล่อยกู้บ้าน 1.2 หมื่น ล.เน้นฐานลูกค้าเดิมคุมหนี้เอ็นพีแอล

จัดทำบทความโดย..นส.ปวันรัตน์ เจริญพัฒน์ เลขทะเบียน 4901208052

แบงก์นครหลวงฯ เผย แผนสินเชื่อเคหะตั้งเป้าปล่อยกู้เพิ่ม 1.2 หมื่นล้าน เน้นจับกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่มีอยู่แล้ว พร้อมปรับเกณฑ์อนุมัติสินเชื่อเพิ่มฐานเงินเดือนจาก 1 หมื่นบาท เป็น 1.2 หมื่นบาท หวังคุมเอ็นพีแอลให้ไม่เกิน 4.5% ขณะที่สินเชื่อบุคคลตั้งเป้าปล่อยกู้ 1.1 พันล้าน เพิ่มขึ้นจากเดิมเล็กน้อย นายชัยนันท์ ลภิธนานุวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายผลิตภัณฑ์การตลาดรายย่อย ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) (SCIB) เปิดเผยถึงการขยายงานสินเชื่อเคหะปี 2552 ว่า ธนาคารจะเน้นจับกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่เป็นฐานเดิมของธนาคารที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 27,000 รายเป็นหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะมีประวัติการชำระหนี้เดิมอยู่แล้ว โดยในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าว่าจะสามารถขยายการเติบโตได้ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจผันผวนธนาคารได้เตรียมรับเพื่อแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) โดยการปรับเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจากเดิมที่ลูกค้าต้องมีฐานเงินเดือนไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท เป็น 1.2 หมื่นบาท เพิ่มระดับราคาบ้านจากเดิม 6 แสนบาท เป็น 1 ล้านบาท ขึ้นไป และเน้นลูกค้าที่มีรายได้ประจำ ขณะเดียวกัน การเข้ามาขอสินเชื่อนั้นลูกค้าจะต้องมีเงินสดอยู่ไม่ต่ำกว่า 40% จากก่อนหน้านั้นที่ตั้งไว้ประมาณ 1 ใน 3 ของสินเชื่อ สำหรับผลงานปี 2551 ในส่วนของสินเชื่อเคหะของธนาคารเติบโตได้ดี โดยมีสินเชื่อใหม่เข้ามาประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท มากกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 8.5 พันล้านบาท ขณะที่เอ็นพีแอลอยู่ที่ระดับ 3.75% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ประมาณ 0.1% แต่ยังถือว่าต่ำกว่าระบบที่ปัจจุบันอยู่ที่ 5% โดยในปีนี้ตั้งเป้าควบคุมไม่ให้เกิน 4.5% ขณะเดียวกันธนาคารยังมีมาตรการคุมเข้มสินเชื่อเป็นพิเศษโดยจะมีการติดตามลูกค้าอย่างใกล้ชิดเป็นรายไตรมาส นายชัยนันท์ กล่าวอีกว่า สินเชื่อส่วนบุคคลในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวไว้ที่ 1,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2551 เพียงเล็กน้อย โดยยอดปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลช่วงปีที่แล้ว ธนาคารสามารถปล่อยได้ประมาณ 900 ล้านบาท ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถเติบโตได้ เนื่องจากดึงฐานลูกค้าสินเชื่อเคหะเข้าร่วม ขณะที่เอ็นพีแอลในส่วนของสินเชื่อบุคคลปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 4% ทั้งนี้ เป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อรายย่อยโดยรวมของปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายไว้ที่ 22% ซึ่งเป็นอัตราที่เติบโตขึ้นจากช่วงปีที่แล้วที่เติบโตอยู่ที่ 19% ธนาคารได้ปรับเปลี่ยนนโยบายในการอนุมัติ โดยจะปล่อยให้เฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เดิมที่มีประวัติอยู่ที่ธนาคารเท่านั้น ส่วนลูกค้าใหม่ในปีนี้ธนาคารจะไม่เน้นการพิจารณามากนัก หรืออาจจะไม่มีการพิจารณาเลยก็เป็นได้

ที่มา
http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9520000001798

คำถาม ???

1. เพราะเหตุใด ธนาคารจึงเน้นลูกค้ารายย่อยที่มีอยู่แล้ว

2. ในปัจจุบันการเข้ามาขอสินเชื่อนั้นลูกค้าจะต้องมีเงินสดอยู่ไม่ต่ำกว่ากี่เปอร์เซ็นของสินเชื่อ

3. ในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อไว้เท่าไร

ยอดขายรถตกอ้อนรัฐบาลเข้ามาช่วย

จัดทำบทความโดย...นางสาวกัลยา หาญแก่น เลขทะเบียน 4901208044

นางเพียงใจ แก้วสุวรรณ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 9 ม.ค.นี้ กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยจะระดมสมองร่วมกัน เพื่อหาแนวทางรับมือจากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนส่งผลกระทบให้ยอดขายโดยรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลงอย่างหนัก ซึ่งทุกค่ายรถยนต์จะนำตัวเลขยอดขายที่แท้จริงของแต่ละค่ายมาวิเคราะห์อย่าง ละเอียดว่าได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด รวมทั้งจะหารือกันว่ามีแนวทางใดที่ต้องการเสนอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลให้ ความช่วยเหลือผู้ประกอบการได้บ้าง โดยหลายค่ายรถยนต์คาดว่ายอดขายเฉลี่ยโดยรวมในปี 52 จะลดลงประมาณ 20% เบื้องต้นนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในไทยโดยเร็วที่สุด เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น

นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ยอดขายรถยนต์โดยรวมในขณะนี้ลดลงมากโดยในประเทศลดลงประมาณ 20% ขณะที่ยอดส่งออกลดลงประมาณ 30% ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นผลมาจากวิกฤติเศรษฐ กิจโลกที่เกิดขึ้นและผลจากปัญหาการเมืองภายใน แต่ถ้ารัฐบาลมีการบริหารจัดการที่ดีเชื่อว่าจะสามารถฝ่าฟันปัญหาวิกฤติไปได้ โดยรัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น เชื่อใจ เพื่อให้ประชาชนกล้าใช้จ่ายเงินมากขึ้น ส่วนกรณีที่โตโยต้า ญี่ปุ่น ได้ประกาศว่าโรงงานของโตโยต้าทุกแห่งในญี่ปุ่นจะหยุดการผลิตรถยนต์เป็นการ ชั่วคราวเพิ่มอีก 11 วัน ในช่วงปลายเดือน ก.พ.-มี.ค.นั้น เป็นเรื่องปกติของการบริหารจัดการเมื่อปริมาณความต้องการในตลาดรถยนต์น้อยลง ก็ต้องบริหารจัดการโรงงาน ที่สำคัญไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตของโรงงานโตโยต้าในไทย เพราะใช้ชิ้นส่วนในประเทศเป็นหลักอยู่แล้ว

นายโรเจอร์ อิมเมล รองประธานฝ่ายขายและเครือข่าย บริษัทสยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้เร็วเกินไปที่จะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี แต่จะขอเวลาอย่างน้อย 100 วันเพื่อให้แสดงผลงานก่อน และเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเดินหน้าต่อในโครงการรถยนต์แบบประหยัดหรืออีโคคา ร์ และต้องผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องเพราะจะทำให้การส่งออกเติบโต ได้มากขึ้น.

ที่มา http://www.news.sanook.com/economic/economic_334980.php


คำถาม


1. มีการคาดการว่าจะมียอดขายโดยเฉลี่ยโดยรวมปี 2552 ลดลง เื้ท่าใด

2. คาดว่าปัญหาดังกล่าวรัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ อย่างไร

3. ปัญหาที่เกิดขี้นส่งผลต่อประเทศอย่างไรบ้าง