จัดทำบทความโดย... อรรถวุฒิ เยาวพัฒน์ 4901208037
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานยอดคงค้างการให้สินเชื่อแยกตามประเภทธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2551 พบว่า มียอดคงค้างการให้สินเชื่อทั้งสิ้น 7,549,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 387,046 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.40 หากคิดเป็นสัดส่วนแล้วธุรกิจที่ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ ได้แก่ ธุรกิจลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคลคือได้รับสินเชื่อจำนวน 28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12 ล้านบาท หรือร้อยละ 75 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน รองลงมาคือ การบริหารราชการและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการบริการประกันสังคมภาคบังคับ 98,229 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,936 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.59 และการให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 63,789 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,491 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.78
ขณะที่บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 561,688 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29,619 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.56 การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 226,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,533 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.09 การบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ 377,965 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,970 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.83 อุปโภคบริโภคส่วนบุคคล 1,612,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51,626 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.30 การไฟฟ้า แก๊ส และการประปา 155,942 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,670 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.08
ส่วนโรงแรมภัตตาคาร 245,290 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,201 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.02 การจัดหาที่อยู่อาศัย 832,011 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24,383 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.01 การศึกษา 19,387 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 359 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.88 การผลิต 1,750,732 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14,303 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.82 เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 79,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 473 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.59 การซื้อที่ดิน 40,028 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.17
ส่วนธุรกิจที่ยอดสินเชื่อลดลงมากที่สุดได้แก่ การเดินทางไปต่างประเทศเพื่อการทำงาน 1,089 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 126 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 10.3 รองลงมาคือ การทำเหมือนแร่ และถ่านหิน 39,362 ล้านบาท ลดลง 1,429 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.50 การขายส่ง การขายปลีก และซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 1,062,583 ล้านบาท ลดลง 20,974 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 1.97 การประมง 13,597 ล้านบาท ลดลง 259 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.86
องค์การต่างประเทศอื่นๆและสมาชิก 58 ล้านบาท ลดลง 1 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.69 การก่อสร้าง 144,006 ล้านบาท ลดลง1,630 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.11 และการบริการด้านสุขภาพ และงานสังคมสงเคราะห์ 34,097 ล้านบาท ลดลง 96 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.28 องค์การระหว่างประเทศ
นายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท.กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 51 ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีอัตราการขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมร้อยละ 11.8 ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติที่บางธุรกิจที่ได้รับสินเชื่อลดลงบ้าง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าธุรกิจเหล่านั้นจะไม่เกิดปัญหาจนส่งผลให้ภาคธุรกิจต่างๆ ต้องล้มหายตายจากกันเหมือนช่วงวิกฤติปี 40 และไม่ได้ห่วงว่าสภาพแวดล้อมไม่ดีแล้วยิ่งส่งผลร้ายให้ภาคธุรกิจอยู่ไม่ได้
ส่วนที่หลายฝ่ายห่วงธุรกิจที่เชื่อมโยงกับภาคการส่งออกจะได้รับผลโดยตรงจากปัญหาต่างประเทศนั้นมองว่ายังไม่มีสัญญาณอะไรที่แสดงให้เห็นว่าธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มนี้ แต่กลับกันคือหากธุรกิจเหล่านี้ถูกยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้า ทำให้ความต้องการขอสินเชื่อน้อยลงมากกว่า
ที่มา... สำนักข่าวไทย
คำถาม...
1. ธุรกิจใดเป็นธุรกิจที่ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้นมากที่สุด ?
2. ธุรกิจใดเป็นธุรกิจที่ยอดสินเชื่อลดลงมากที่สุด ?
3. จากสภาวะเศษฐกิจในปัจจุบันทำให้ธุรกิจบางธุรกิจได้รับสินเชื่อลดลง ท่านคิดว่าจะส่งผลอย่างไรกับธรกิจเหล่านั้น ?
วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
เศรษฐกิจเดือน ธ.ค. หดตัวต่อเนื่อง คาดปี 51 โต 3-3.5%
จัดทำบทความโดย นายธนชิต เชื้อพิบูลย์ เลขทะเบียน 4901208083
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจเดือนธันวาคมที่ผ่านมาหดตัวลงต่อเนื่อง ทำให้ประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 2551 ติดลบระหว่างร้อยละ 0.5-2 ทำให้จีดีพี ปี 2551 ขยายตัวลดลงจากที่เคยประเมินไว้ โดยคาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 3-3.5
โดยมีปัจจัยลบ คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความไม่สงบการเมืองในประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหดตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 18.8 เทียบกับร้อยละ 14.9 ในเดือนพฤษภาคม 2541 และผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปี 2552 โดยประเมินว่าจีดีพีไตรมาส 1 มีโอกาสติดลบร้อยละ 0.5 หรือมากกว่า หากเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2551 ที่โตร้อยละ 6 ถือเป็นการปรับลดลงที่ค่อนข้างมาก ซึ่ง ธปท.คาดหวังว่าการเร่งเบิกจ่ายเม็ดเงินและงบประมาณของรัฐบาลให้ได้ร้อยละ 94 ของเงินงบประมาณ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. และอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง จะกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและนักลงทุน ประกอบกับสถานการณ์การเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้นจะเป็นตัวช่วยสนับสนุนการขยายตัวของจีดีพีไตรมาส 1 ให้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
ส่วนข้อเสนอที่ต้องการให้ ธปท.ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง เพื่อสนับสนุนต่อการส่งออกนั้น นางอมรา ยืนยันว่า ปัจจุบัน ธปท.ดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพและไม่ผันผวน ซึ่งก็เอื้อต่อผู้ประกอบการและนักธุรกิจ รวมทั้งภาคการส่งออกอยู่แล้ว การที่ภาคการส่งออกหดตัวลงมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่หดตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจุดต่ำสุดของภาะเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นเมื่อใด ดังนั้น ยอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศจึงได้ชะลอตัวลง
คำถาม
1.เศรษฐกิจเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
2.ปัจจัยที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจเดือนธันวาคมที่ผ่านมาหดตัวลงต่อเนื่องคืออะไร
3.อะไรที่กระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและนักลงทุน
ที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=03ffdfee-ce45-40b7-8751-f461b326c1f6
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจเดือนธันวาคมที่ผ่านมาหดตัวลงต่อเนื่อง ทำให้ประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 2551 ติดลบระหว่างร้อยละ 0.5-2 ทำให้จีดีพี ปี 2551 ขยายตัวลดลงจากที่เคยประเมินไว้ โดยคาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 3-3.5
โดยมีปัจจัยลบ คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความไม่สงบการเมืองในประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมหดตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 18.8 เทียบกับร้อยละ 14.9 ในเดือนพฤษภาคม 2541 และผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปี 2552 โดยประเมินว่าจีดีพีไตรมาส 1 มีโอกาสติดลบร้อยละ 0.5 หรือมากกว่า หากเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2551 ที่โตร้อยละ 6 ถือเป็นการปรับลดลงที่ค่อนข้างมาก ซึ่ง ธปท.คาดหวังว่าการเร่งเบิกจ่ายเม็ดเงินและงบประมาณของรัฐบาลให้ได้ร้อยละ 94 ของเงินงบประมาณ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. และอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง จะกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและนักลงทุน ประกอบกับสถานการณ์การเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้นจะเป็นตัวช่วยสนับสนุนการขยายตัวของจีดีพีไตรมาส 1 ให้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
ส่วนข้อเสนอที่ต้องการให้ ธปท.ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง เพื่อสนับสนุนต่อการส่งออกนั้น นางอมรา ยืนยันว่า ปัจจุบัน ธปท.ดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพและไม่ผันผวน ซึ่งก็เอื้อต่อผู้ประกอบการและนักธุรกิจ รวมทั้งภาคการส่งออกอยู่แล้ว การที่ภาคการส่งออกหดตัวลงมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่หดตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจุดต่ำสุดของภาะเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นเมื่อใด ดังนั้น ยอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศจึงได้ชะลอตัวลง
คำถาม
1.เศรษฐกิจเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
2.ปัจจัยที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจเดือนธันวาคมที่ผ่านมาหดตัวลงต่อเนื่องคืออะไร
3.อะไรที่กระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและนักลงทุน
ที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=03ffdfee-ce45-40b7-8751-f461b326c1f6
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)