วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552
ตลท.เผย CEO Survey กังวลจีดีพีลบ-พอใจทีม ศก.เชื่อ อยู่ครบปี
วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552
บินไทยรับต้องการเงิน 3หมื่นล้าน แก้วิกฤติ
จัดทำบทความโดย พรทิวา สาวก 4901208006

นายสุรชัย ธารสิทธิ์พงษ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวยอมรับว่า ปัญหาจากการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อปีที่ผ่านมารวมกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะรายได้ของการบินไทยลดลง โดยเฉพาะฤดูกาลท่องเที่ยวลดลง 20-30% ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องการบินไทย ทั้งนี้ ในปีนี้การบินไทยมีความต้องการหาแหล่งเงินกู้ 29,000 ล้านบาท เพื่อชำระคืนหนี้เงินกู้ระยะสั้นที่ครบกำหนด โดยการบินไทย มีแผนระดมเงินกู้จากแหล่งเงินในประเทศ เช่น การกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยวงเงินกู้ 29,000 ล้านบาท จะเป็นเงินกู้ระยะยาว ซึ่งในวงเงินดังกล่าว มีวงเงินที่คณะกรรมการการบินไทยได้อนุมัติไปแล้ว 10,000 ล้านบาท และจะพิจารณาเพิ่มเติมอีก 19,000 ล้านบาท
ส่วนการลดค่าใช้จ่าย การบินไทยคงต้องดำเนินการต่อไป ขณะที่การลดสิทธิประโยชน์ของคณะกรรมการนั้น ไม่มีปัญหาพร้อมดำเนินการ โดยปัจจุบัน คณะกรรมการการบินไทย มีค่าใช้จ่ายที่เป็นเบี้ยประชุมและเงินโบนัสประมาณปีละ 12 ล้านบาท
ส่วนคำถามว่า คณะกรรมการการบินไทย จะพิจารณาลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ หลังมีกระแสข่าวว่า นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาระบุว่า จะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเปลี่ยนคณะกรรมการการบินไทยทั้งชุด นายสุรชัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีกรรมการการบินไทยคนใดยื่นใบลาออกแต่อย่างใด และยังไม่ได้รับนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้คณะกรรมการการบินไทย ต้องลาออกทั้งชุด
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/home/news/business/business/2009/01/19/news_8232.php
วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552
“เวิลด์แบงก์” ตอกย้ำ ศก.ไทยปี 52 โตได้ 2% ชมเปาะ “มาร์ค” เกาถูกที่คัน
ธนาคารโลก ชมมาตรการกระตุ้น ศก.ไทย ตรงจุด-ทันเวลา เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น แนะเข็นมาตรการระยะกลาง ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างความพร้อมในการแข่งขันของประเทศ พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่น “จีดีพี” ยังโตได้ 2% แน่นอน ระบุ ครึ่งปีแรกอาจย่ำแย่ เพราะโดนผลกระทบต่างประเทศเต็มๆ แต่มีสินค้าเกษตรช่วยไว้ ส่วนการจ่ายตรง 2 พันใส่ระบบ ช่วยคนรายได้น้อย เชื่อจะไม่สูญเปล่า เป็นผลดีเชิงจิตวิทยา
น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาในขณะนี้ ถือว่า มีความเหมาะสมและทันเวลา ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบทางลบจากปัจจัยเศรษฐกิจในต่างประเทศได้ ซึ่งมาตรการที่ออกมาส่วนใหญ่เป็นมาตรการระยะสั้น พร้อมแนะนำว่า รัฐบาลจะต้องมีการออกมาตรการระยะปานกลาง ที่เน้นการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการแข่งขันให้กับประเทศไทย ในการกลับเข้าไปแข่งขันในเวทีโลก หลังเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ หากผลกระทบจากเศรษฐกิจทั่วโลกทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบัน และไม่มีความรุนแรงมากขึ้นก็เป็นไปได้ที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โตได้ที่อัตราร้อยละ 2 ขณะเดียวกัน ธนาคารโลก ก็ยังคงการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ไว้ที่ระดับร้อยละ 2 ตามเดิม
ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ยังกล่าวอีกว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ จะขยายตัวแย่ลง แต่จะเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบปีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยจากต่างประเทศ แต่มองว่า ราคาสินค้าเกษตรจะยังคงพยุงการขยายตัวของเศรษฐกิจไว้ได้ แม้ราคาจะลดต่ำลง แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ดี ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ยังกล่าวถึงมาตรการของรัฐบาลที่ให้เงินช่วยเหลือ 2,000 บาทแก่ประชาชน ผู้ที่มีเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท โดยมองว่า มาตรการดังกล่าวจะไม่สูญเปล่า เพราะจำนวนเงิน 2,000 บาท ถือว่ามีมูลค่ามาก ในการช่วยเหลือรายจ่ายของประชาชนผู้มีรายได้น้อย และจะเป็นการสร้างกำลังใจให้แก่ประชาชน ซึ่งจะเป็นผลดีในด้านเชิงจิตวิทยา ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้
ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ยังกล่าวอีกว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ถึงแม้จะไม่มีผลมากนักต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และการปล่อยสินเชื่อ แต่อย่างน้อยก็เป็นการช่วยลดต้นทุนจากผู้ประกอบการได้
ที่มา http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9520000005107
คำถาม
1. ธนาคารโลกชมการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นและระยะกลางจะเพิ่มขึ้นปีนี้กี่เปอร์เซ็นต์
2.ทำไมรัฐบาลถึงได้ให้เงิน 2,000 บาทแก่ประชาชน
3. สินค้าอะไรที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยพยุงตัวได้
วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552
SCIB ตั้งเป้าปล่อยกู้บ้าน 1.2 หมื่น ล.เน้นฐานลูกค้าเดิมคุมหนี้เอ็นพีแอล
แบงก์นครหลวงฯ เผย แผนสินเชื่อเคหะตั้งเป้าปล่อยกู้เพิ่ม 1.2 หมื่นล้าน เน้นจับกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่มีอยู่แล้ว พร้อมปรับเกณฑ์อนุมัติสินเชื่อเพิ่มฐานเงินเดือนจาก 1 หมื่นบาท เป็น 1.2 หมื่นบาท หวังคุมเอ็นพีแอลให้ไม่เกิน 4.5% ขณะที่สินเชื่อบุคคลตั้งเป้าปล่อยกู้ 1.1 พันล้าน เพิ่มขึ้นจากเดิมเล็กน้อย นายชัยนันท์ ลภิธนานุวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายผลิตภัณฑ์การตลาดรายย่อย ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) (SCIB) เปิดเผยถึงการขยายงานสินเชื่อเคหะปี 2552 ว่า ธนาคารจะเน้นจับกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่เป็นฐานเดิมของธนาคารที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 27,000 รายเป็นหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะมีประวัติการชำระหนี้เดิมอยู่แล้ว โดยในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าว่าจะสามารถขยายการเติบโตได้ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจผันผวนธนาคารได้เตรียมรับเพื่อแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) โดยการปรับเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจากเดิมที่ลูกค้าต้องมีฐานเงินเดือนไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท เป็น 1.2 หมื่นบาท เพิ่มระดับราคาบ้านจากเดิม 6 แสนบาท เป็น 1 ล้านบาท ขึ้นไป และเน้นลูกค้าที่มีรายได้ประจำ ขณะเดียวกัน การเข้ามาขอสินเชื่อนั้นลูกค้าจะต้องมีเงินสดอยู่ไม่ต่ำกว่า 40% จากก่อนหน้านั้นที่ตั้งไว้ประมาณ 1 ใน 3 ของสินเชื่อ สำหรับผลงานปี 2551 ในส่วนของสินเชื่อเคหะของธนาคารเติบโตได้ดี โดยมีสินเชื่อใหม่เข้ามาประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท มากกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 8.5 พันล้านบาท ขณะที่เอ็นพีแอลอยู่ที่ระดับ 3.75% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ประมาณ 0.1% แต่ยังถือว่าต่ำกว่าระบบที่ปัจจุบันอยู่ที่ 5% โดยในปีนี้ตั้งเป้าควบคุมไม่ให้เกิน 4.5% ขณะเดียวกันธนาคารยังมีมาตรการคุมเข้มสินเชื่อเป็นพิเศษโดยจะมีการติดตามลูกค้าอย่างใกล้ชิดเป็นรายไตรมาส นายชัยนันท์ กล่าวอีกว่า สินเชื่อส่วนบุคคลในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวไว้ที่ 1,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2551 เพียงเล็กน้อย โดยยอดปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลช่วงปีที่แล้ว ธนาคารสามารถปล่อยได้ประมาณ 900 ล้านบาท ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถเติบโตได้ เนื่องจากดึงฐานลูกค้าสินเชื่อเคหะเข้าร่วม ขณะที่เอ็นพีแอลในส่วนของสินเชื่อบุคคลปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 4% ทั้งนี้ เป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อรายย่อยโดยรวมของปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายไว้ที่ 22% ซึ่งเป็นอัตราที่เติบโตขึ้นจากช่วงปีที่แล้วที่เติบโตอยู่ที่ 19% ธนาคารได้ปรับเปลี่ยนนโยบายในการอนุมัติ โดยจะปล่อยให้เฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เดิมที่มีประวัติอยู่ที่ธนาคารเท่านั้น ส่วนลูกค้าใหม่ในปีนี้ธนาคารจะไม่เน้นการพิจารณามากนัก หรืออาจจะไม่มีการพิจารณาเลยก็เป็นได้
ที่มา http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9520000001798
คำถาม ???
1. เพราะเหตุใด ธนาคารจึงเน้นลูกค้ารายย่อยที่มีอยู่แล้ว
2. ในปัจจุบันการเข้ามาขอสินเชื่อนั้นลูกค้าจะต้องมีเงินสดอยู่ไม่ต่ำกว่ากี่เปอร์เซ็นของสินเชื่อ
3. ในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อไว้เท่าไร