วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552

ตลท.เผย CEO Survey กังวลจีดีพีลบ-พอใจทีม ศก.เชื่อ อยู่ครบปี

จัดทำบทความโดย น.ส. จิตลดา ธนกิจอมร เลขทะเบียน 4901208045

เรื่อง ตลท.เผย CEO Survey กังวลจีดีพีลบ-พอใจทีม ศก.เชื่อ อยู่ครบปี
ผลสำรวจผู้บริหาร 100 บจ.ในตลาดหุ้น ยังกังวลผลกระทบวิกฤต ศก.โลกฉุด “จีดีพี” ไทยปี 52 ติดลบ แนะ 3 ทางรอด ทุ่มเมกะโปรเจกต์-คุมเกมการเมือง-ดูแลสภาพคล่อง พอใจนโยบาย-ทีม ศก.เชื่ออยู่ได้ครบปี
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้บริหารสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (CEO Survey) จำนวน 137 บริษัท ใน 8 อุตสาหกรรม หรือคิดเป็น 52% ของมาร์เกตแคปทั้งหมดของตลาด พบว่า ผู้บริหาร 31% คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2552 จะติดลบ ซึ่งต่ำกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยจะเติบโตได้ 2.0-2.5%
นอกจากนี้ ส่วนใหญ่มีความกังวลในเรื่องการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพทางการเมือง กำลังซื้อภายในประเทศ และปัญหาสภาพคล่อง ว่า จะเป็นปัจจัยเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า รวมทั้งภาพการส่งออก 6 เดือนข้างหน้า ที่ผู้บริหารส่วนใหญ่มองว่ามีแนวโน้มแย่ลง 70%
ทั้งนี้ ผลสำรวจพบว่า มีผู้บริหารเพียง 10% ที่คาดว่า แนวโน้มการส่งออกจะดีขึ้น จึงเป็นอีกปัจจัยที่ยังกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจต่อเนื่อง และยังพบว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจ ยังเป็นสิ่งกดดันในเรื่องของการลงทุน และยอดขายที่มีแนวโน้มลดลงด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหาร บจ.เชื่อว่า ปัจจัยที่จะช่วยการขยายตัวของจีดีพีได้ 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.เร่งโครงการเมกะโปรเจกต์ 2.ดูแลเสถียรภาพทางการเมือง 3.การแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์ เชื่อว่า จะเป็นสิ่งที่ช่วยได้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าผลของการกระตุ้นจะเห็นผลในช่วงกลางปี 2552 ก็ตาม แต่ในทางกลับกันในช่วงไตรมาส 1 ถึงไตรมาส 2 ปีนี้ จะเป็นช่วงที่ไม่มีภูมิคุ้มกันและเป็นช่วงที่ถูกผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ ในส่วนปัญหาสภาพคล่องผู้บริหาร บจ.ก็มีความกังวล โดยส่วนใหญ่มองว่า วิธีในการแก้ปัญหา คือ การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นมากที่สุด รองลงมา การบริการสินค้าคงคลังและการชะลอการลงทุนเพิ่ม โดยมีความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 50%
นายกอบศักด์ กล่าวต่อว่า ได้มีการสอบถามถึงมุมมองทางเศรษฐกิจการเมืองของรัฐบาลปัจจุบัน จากผลการสำรวจพบว่า 51% พอใจนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ส่วนอีก 31% รู้สึกเฉยๆ ขณะที่ผลการสำรวจถึงความพอใจของทีมเศรษฐกิจ 48% ที่รู้สึกพอใจ และมี 37% เฉยๆ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่ทำให้ความเชื่อมั่นดีขึ้นเมื่อเทียบกับชุดที่ผ่านมา
รวมทั้งได้สอบถามถึงอายุการทำงานของรัฐบาล พบว่า 46% คาดว่า รัฐบาลจะสามารถมีอายุการทำงาน 1 ปี ส่วน 27% คาดว่า จะมีอายุการทำงาน 6 เดือน และ 16% คาดว่า รัฐบาลจะมีอายุการทำงานมากกว่า 2 ปี และ 0% คาดว่า อายุการทำงานของรัฐบาลจะต่ำกว่า 3 เดือน
คำถาม
1. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล คือใคร
2. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล มีความกังวลในเรื่องใด
3. ปัจจัยที่จะช่วยการขยายตัวของจีดีพีได้ 3 อันดับแรก ได้แก่ อะไรบ้าง

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552

บินไทยรับต้องการเงิน 3หมื่นล้าน แก้วิกฤติ

จัดทำบทความโดย พรทิวา สาวก 4901208006

"การบินไทย"ดิ้นหาแหล่งเงินกู้ 3 หมื่นล้านบาท เสริมสภาพคล่อง-คืนหนี้ระยะสั้น โบ้ยพันธมิตรฯปิดสนามบิน-วิกฤติศก.โลก กดดันรายได้ทรุด


นายสุรชัย ธารสิทธิ์พงษ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวยอมรับว่า ปัญหาจากการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อปีที่ผ่านมารวมกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะรายได้ของการบินไทยลดลง โดยเฉพาะฤดูกาลท่องเที่ยวลดลง 20-30% ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องการบินไทย ทั้งนี้ ในปีนี้การบินไทยมีความต้องการหาแหล่งเงินกู้ 29,000 ล้านบาท เพื่อชำระคืนหนี้เงินกู้ระยะสั้นที่ครบกำหนด โดยการบินไทย มีแผนระดมเงินกู้จากแหล่งเงินในประเทศ เช่น การกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยวงเงินกู้ 29,000 ล้านบาท จะเป็นเงินกู้ระยะยาว ซึ่งในวงเงินดังกล่าว มีวงเงินที่คณะกรรมการการบินไทยได้อนุมัติไปแล้ว 10,000 ล้านบาท และจะพิจารณาเพิ่มเติมอีก 19,000 ล้านบาท
ส่วนการลดค่าใช้จ่าย การบินไทยคงต้องดำเนินการต่อไป ขณะที่การลดสิทธิประโยชน์ของคณะกรรมการนั้น ไม่มีปัญหาพร้อมดำเนินการ โดยปัจจุบัน คณะกรรมการการบินไทย มีค่าใช้จ่ายที่เป็นเบี้ยประชุมและเงินโบนัสประมาณปีละ 12 ล้านบาท
ส่วนคำถามว่า คณะกรรมการการบินไทย จะพิจารณาลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ หลังมีกระแสข่าวว่า นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาระบุว่า จะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเปลี่ยนคณะกรรมการการบินไทยทั้งชุด นายสุรชัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีกรรมการการบินไทยคนใดยื่นใบลาออกแต่อย่างใด และยังไม่ได้รับนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้คณะกรรมการการบินไทย ต้องลาออกทั้งชุด
ด้านนายโสภณ กล่าวว่า จะไม่มีการเสนอให้เปลี่ยนคณะกรรมการการบินไทย ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันพรุ่งนี้ (20 ม.ค.)ส่วนกรรมการคนใดจะลาออกหรือไม่ ได้ให้นโยบายกับคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจทุกแห่งไปแล้ว หากพิจารณาตนเองว่า ไม่สามารถทำงานได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ ก็ให้ลาออกได้ โดยเฉพาะคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาขาดทุนมาก เพราะเรื่องเหล่านี้รัฐมนตรีที่กำกับดูแล ต้องรับผิดชอบทางการเมือง และต้องสามารถตอบสังคมได้

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/home/news/business/business/2009/01/19/news_8232.php


คำถาม
1.ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่การบินไทยกล่าวว่าปัญหาจากปิดสนามบินของพันธมิตรมีส่วนทำให้รายได้ของการบินไทยลดลง
2.จากข้อ1หากท่านเห็นด้วย ท่านเห็นด้วยเพราะอะไร หากไม่เห็นด้วย ท่านคิดว่าสาเหตุหลักจะมาจากสถานการณ์ได้
3.หากรายได้ของการบินไทยลดลงต่อเนื่อง ท่านคิดว่าการบินไทยต้องปรับเปลี่ยนอะไร ถึงจะส่งผลให้กลับมาฟื้นตัว

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552

“เวิลด์แบงก์” ตอกย้ำ ศก.ไทยปี 52 โตได้ 2% ชมเปาะ “มาร์ค” เกาถูกที่คัน

จัดทำบทความโดย ณัฐกานต์ นันทิวัชรินทร์ 4901208039

ธนาคารโลก ชมมาตรการกระตุ้น ศก.ไทย ตรงจุด-ทันเวลา เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น แนะเข็นมาตรการระยะกลาง ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างความพร้อมในการแข่งขันของประเทศ พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่น “จีดีพี” ยังโตได้ 2% แน่นอน ระบุ ครึ่งปีแรกอาจย่ำแย่ เพราะโดนผลกระทบต่างประเทศเต็มๆ แต่มีสินค้าเกษตรช่วยไว้ ส่วนการจ่ายตรง 2 พันใส่ระบบ ช่วยคนรายได้น้อย เชื่อจะไม่สูญเปล่า เป็นผลดีเชิงจิตวิทยา

น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาในขณะนี้ ถือว่า มีความเหมาะสมและทันเวลา ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบทางลบจากปัจจัยเศรษฐกิจในต่างประเทศได้ ซึ่งมาตรการที่ออกมาส่วนใหญ่เป็นมาตรการระยะสั้น พร้อมแนะนำว่า รัฐบาลจะต้องมีการออกมาตรการระยะปานกลาง ที่เน้นการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการแข่งขันให้กับประเทศไทย ในการกลับเข้าไปแข่งขันในเวทีโลก หลังเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ หากผลกระทบจากเศรษฐกิจทั่วโลกทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบัน และไม่มีความรุนแรงมากขึ้นก็เป็นไปได้ที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โตได้ที่อัตราร้อยละ 2 ขณะเดียวกัน ธนาคารโลก ก็ยังคงการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ไว้ที่ระดับร้อยละ 2 ตามเดิม

ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ยังกล่าวอีกว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ จะขยายตัวแย่ลง แต่จะเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบปีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยจากต่างประเทศ แต่มองว่า ราคาสินค้าเกษตรจะยังคงพยุงการขยายตัวของเศรษฐกิจไว้ได้ แม้ราคาจะลดต่ำลง แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ดี ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ยังกล่าวถึงมาตรการของรัฐบาลที่ให้เงินช่วยเหลือ 2,000 บาทแก่ประชาชน ผู้ที่มีเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท โดยมองว่า มาตรการดังกล่าวจะไม่สูญเปล่า เพราะจำนวนเงิน 2,000 บาท ถือว่ามีมูลค่ามาก ในการช่วยเหลือรายจ่ายของประชาชนผู้มีรายได้น้อย และจะเป็นการสร้างกำลังใจให้แก่ประชาชน ซึ่งจะเป็นผลดีในด้านเชิงจิตวิทยา ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้

ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ยังกล่าวอีกว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ถึงแม้จะไม่มีผลมากนักต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และการปล่อยสินเชื่อ แต่อย่างน้อยก็เป็นการช่วยลดต้นทุนจากผู้ประกอบการได้


ที่มา http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9520000005107



คำถาม

1. ธนาคารโลกชมการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นและระยะกลางจะเพิ่มขึ้นปีนี้กี่เปอร์เซ็นต์

2.ทำไมรัฐบาลถึงได้ให้เงิน 2,000 บาทแก่ประชาชน

3. สินค้าอะไรที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยพยุงตัวได้

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552

SCIB ตั้งเป้าปล่อยกู้บ้าน 1.2 หมื่น ล.เน้นฐานลูกค้าเดิมคุมหนี้เอ็นพีแอล

จัดทำบทความโดย..นส.ปวันรัตน์ เจริญพัฒน์ เลขทะเบียน 4901208052

แบงก์นครหลวงฯ เผย แผนสินเชื่อเคหะตั้งเป้าปล่อยกู้เพิ่ม 1.2 หมื่นล้าน เน้นจับกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่มีอยู่แล้ว พร้อมปรับเกณฑ์อนุมัติสินเชื่อเพิ่มฐานเงินเดือนจาก 1 หมื่นบาท เป็น 1.2 หมื่นบาท หวังคุมเอ็นพีแอลให้ไม่เกิน 4.5% ขณะที่สินเชื่อบุคคลตั้งเป้าปล่อยกู้ 1.1 พันล้าน เพิ่มขึ้นจากเดิมเล็กน้อย นายชัยนันท์ ลภิธนานุวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายผลิตภัณฑ์การตลาดรายย่อย ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) (SCIB) เปิดเผยถึงการขยายงานสินเชื่อเคหะปี 2552 ว่า ธนาคารจะเน้นจับกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่เป็นฐานเดิมของธนาคารที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 27,000 รายเป็นหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะมีประวัติการชำระหนี้เดิมอยู่แล้ว โดยในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าว่าจะสามารถขยายการเติบโตได้ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจผันผวนธนาคารได้เตรียมรับเพื่อแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) โดยการปรับเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจากเดิมที่ลูกค้าต้องมีฐานเงินเดือนไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท เป็น 1.2 หมื่นบาท เพิ่มระดับราคาบ้านจากเดิม 6 แสนบาท เป็น 1 ล้านบาท ขึ้นไป และเน้นลูกค้าที่มีรายได้ประจำ ขณะเดียวกัน การเข้ามาขอสินเชื่อนั้นลูกค้าจะต้องมีเงินสดอยู่ไม่ต่ำกว่า 40% จากก่อนหน้านั้นที่ตั้งไว้ประมาณ 1 ใน 3 ของสินเชื่อ สำหรับผลงานปี 2551 ในส่วนของสินเชื่อเคหะของธนาคารเติบโตได้ดี โดยมีสินเชื่อใหม่เข้ามาประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท มากกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 8.5 พันล้านบาท ขณะที่เอ็นพีแอลอยู่ที่ระดับ 3.75% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ประมาณ 0.1% แต่ยังถือว่าต่ำกว่าระบบที่ปัจจุบันอยู่ที่ 5% โดยในปีนี้ตั้งเป้าควบคุมไม่ให้เกิน 4.5% ขณะเดียวกันธนาคารยังมีมาตรการคุมเข้มสินเชื่อเป็นพิเศษโดยจะมีการติดตามลูกค้าอย่างใกล้ชิดเป็นรายไตรมาส นายชัยนันท์ กล่าวอีกว่า สินเชื่อส่วนบุคคลในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวไว้ที่ 1,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2551 เพียงเล็กน้อย โดยยอดปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลช่วงปีที่แล้ว ธนาคารสามารถปล่อยได้ประมาณ 900 ล้านบาท ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถเติบโตได้ เนื่องจากดึงฐานลูกค้าสินเชื่อเคหะเข้าร่วม ขณะที่เอ็นพีแอลในส่วนของสินเชื่อบุคคลปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 4% ทั้งนี้ เป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อรายย่อยโดยรวมของปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายไว้ที่ 22% ซึ่งเป็นอัตราที่เติบโตขึ้นจากช่วงปีที่แล้วที่เติบโตอยู่ที่ 19% ธนาคารได้ปรับเปลี่ยนนโยบายในการอนุมัติ โดยจะปล่อยให้เฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เดิมที่มีประวัติอยู่ที่ธนาคารเท่านั้น ส่วนลูกค้าใหม่ในปีนี้ธนาคารจะไม่เน้นการพิจารณามากนัก หรืออาจจะไม่มีการพิจารณาเลยก็เป็นได้

ที่มา
http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9520000001798

คำถาม ???

1. เพราะเหตุใด ธนาคารจึงเน้นลูกค้ารายย่อยที่มีอยู่แล้ว

2. ในปัจจุบันการเข้ามาขอสินเชื่อนั้นลูกค้าจะต้องมีเงินสดอยู่ไม่ต่ำกว่ากี่เปอร์เซ็นของสินเชื่อ

3. ในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อไว้เท่าไร

ยอดขายรถตกอ้อนรัฐบาลเข้ามาช่วย

จัดทำบทความโดย...นางสาวกัลยา หาญแก่น เลขทะเบียน 4901208044

นางเพียงใจ แก้วสุวรรณ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 9 ม.ค.นี้ กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยจะระดมสมองร่วมกัน เพื่อหาแนวทางรับมือจากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนส่งผลกระทบให้ยอดขายโดยรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลงอย่างหนัก ซึ่งทุกค่ายรถยนต์จะนำตัวเลขยอดขายที่แท้จริงของแต่ละค่ายมาวิเคราะห์อย่าง ละเอียดว่าได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด รวมทั้งจะหารือกันว่ามีแนวทางใดที่ต้องการเสนอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลให้ ความช่วยเหลือผู้ประกอบการได้บ้าง โดยหลายค่ายรถยนต์คาดว่ายอดขายเฉลี่ยโดยรวมในปี 52 จะลดลงประมาณ 20% เบื้องต้นนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในไทยโดยเร็วที่สุด เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น

นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ยอดขายรถยนต์โดยรวมในขณะนี้ลดลงมากโดยในประเทศลดลงประมาณ 20% ขณะที่ยอดส่งออกลดลงประมาณ 30% ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นผลมาจากวิกฤติเศรษฐ กิจโลกที่เกิดขึ้นและผลจากปัญหาการเมืองภายใน แต่ถ้ารัฐบาลมีการบริหารจัดการที่ดีเชื่อว่าจะสามารถฝ่าฟันปัญหาวิกฤติไปได้ โดยรัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น เชื่อใจ เพื่อให้ประชาชนกล้าใช้จ่ายเงินมากขึ้น ส่วนกรณีที่โตโยต้า ญี่ปุ่น ได้ประกาศว่าโรงงานของโตโยต้าทุกแห่งในญี่ปุ่นจะหยุดการผลิตรถยนต์เป็นการ ชั่วคราวเพิ่มอีก 11 วัน ในช่วงปลายเดือน ก.พ.-มี.ค.นั้น เป็นเรื่องปกติของการบริหารจัดการเมื่อปริมาณความต้องการในตลาดรถยนต์น้อยลง ก็ต้องบริหารจัดการโรงงาน ที่สำคัญไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตของโรงงานโตโยต้าในไทย เพราะใช้ชิ้นส่วนในประเทศเป็นหลักอยู่แล้ว

นายโรเจอร์ อิมเมล รองประธานฝ่ายขายและเครือข่าย บริษัทสยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้เร็วเกินไปที่จะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี แต่จะขอเวลาอย่างน้อย 100 วันเพื่อให้แสดงผลงานก่อน และเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเดินหน้าต่อในโครงการรถยนต์แบบประหยัดหรืออีโคคา ร์ และต้องผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องเพราะจะทำให้การส่งออกเติบโต ได้มากขึ้น.

ที่มา http://www.news.sanook.com/economic/economic_334980.php


คำถาม


1. มีการคาดการว่าจะมียอดขายโดยเฉลี่ยโดยรวมปี 2552 ลดลง เื้ท่าใด

2. คาดว่าปัญหาดังกล่าวรัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ อย่างไร

3. ปัญหาที่เกิดขี้นส่งผลต่อประเทศอย่างไรบ้าง