วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551
โรงงานขนาดเล็กจ่อคิวปิดตัวหลังปีใหม่ จับตา 4 กลุ่มเสี่ยงสูง
จัดทำบทความโดย...นางสาวศิรินทรา ลาวัลย์ เลขทะเบียน 4901208031
โรงงานขนาดเล็กจ่อคิวปิดตัวหลังปีใหม่ เผยตัวเลขเจ๊งไปแล้วกว่า 500 แห่ง ลูกจ้างคนตกกว่า 1 แสนคน พรัอมระบุ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องประดับ และสิ่งทอ
วันนี้ (12 ธันวาคม 2551) นางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ่มครองแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์เลิกจ้างงานล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2551 พบว่า มีสถานประกอบการ ได้ประกาศปิดกิจการไปแล้ว 555 แห่ง ลูกจ้าง 46,638 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 17 แห่ง และมีแนวโน้มเลิกจ้าง 225 แห่ง ลูกจ้างอีกกว่า 100,000 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 5 แห่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีสถานประกอบการปิดกิจการเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก ในประเภทอุตสากรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องประดับ และสิ่งทอ
นางอัมพร ระบุว่า วิกฤตเศรษฐกิจในขณะนี้ เมื่อเทียบกับปี 2540 ความรุนแรงน่าจะใกล้เคียงกัน สิ่งที่ต้องเตรียมขณะนี้ คือ การหามาตรการ เพื่อทำให้ประชาชนในประเทศสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และทำให้ปัญหาอาชญากรรมเกิดขึ้นน้อยที่สุด ส่วนที่มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2552 จะมีคนตกงานกว่า 1-2 ล้านคนนั้น การเลิกจ้างไม่น่าจะถึงหลักล้าน แต่จากการเฝ้าระวังสถานการณ์การเลิกจ้างในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีสถานประกอบการปิดกิจการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าวิตก
สำหรับการคาดการณ์ของประธานสภาอุตสาหกรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ระบุว่า หลังจากเทศกาลปีใหม่จะมีคนตกงานในจังหวัดกว่า 60,000 คนนั้น ในจังหวัดอยุธยา มีสถานประกอบการทั้งหมด 2,916 แห่ง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนเล็กทรอนิกส์ กว่า 138 แห่ง ซึ่งมีลูกจ้างกว่า 100,000 คน มีแนวโน้มที่น่าจะเป็นไปได้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการเลิกจ้างลูกจ้างในบริษัทรับเหมาช่วง (ซับคอนแทรค)
ที่มา http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9510000146232
คำถาม
1. ปี 2550 กลุ่มที่มีความเสี่ยงตกงานสูงคือกลุ่มอาชีพใด
2.มีสถานประกอบการ ได้ประกาศปิดกิจการไปแล้วกี่แห่ง
3.สำหรับการคาดการณ์ของประธานสภาอุตสาหกรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ระบุว่า หลังจากเทศกาลปีใหม่จะมีคนตกงานในจังหวัดประมาณกี่คน
วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ปรับลดดอกเบี้ยลงร้อยละ 1 หนุนให้สินเชื่อพุ่งขึ้น
จัดทำบทความโดย... อรรถวุฒิ เยาวพัฒน์ เลขทะเบียน 4901208037
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ฝ่ายเสถียรภาพสถาบันการเงิน (ธปท.) กล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงถึงร้อยละ 1 เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้ระบบธนาคารพาณิชย์ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามนั้น ประเมินว่าส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยใน 4 ช่องทาง คือ
1.ช่วยให้อุปสงค์ในประเทศทั้งด้านการลงทุนภาคธุรกิจและการบริโภคของประชาชน ส่งผลให้ความต้องการด้านสินเชื่อเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนหรืออัตราดอกเบี้ยลดลง
2.ตลาดเงินมีสภาพคล่องสูงขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสภาพคล่องในประเทศและการขยายตัวของสินเชื่อ
3.ช่วยลดภาระการชำระหนี้ของผู้กู้
4.ช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าลงได้ ซึ่งประโยชน์ทั้งหมดจะเป็นผลดีทั้งต่อเศรษฐกิจและธนาคารพาณิชย์
สำหรับในอนาคต ธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับวัฏจักรของดอกเบี้ยในประเทศ ส่วนที่ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากไม่เท่ากันนั้น ธปท.ก็ดูอยู่ และมีการให้ความเห็นบ้าง แต่มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องกังวลมาก เพราะการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าอัตราดอกเบี้ยกู้ยืม เนื่องจากก่อนที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะเข้ามีผลจริง ๆ ก็ต้องรอให้เงินฝากครบกำหนด ซึ่งช่วงนี้อาจจะเป็นแรงกดดันต่อธนาคารพาณิชย์พอสมควร
นายบัณฑิต กล่าวต่อว่า ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญและติดตามตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้เริ่มเห็นว่ามีอัตราที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และอุปโภคบริโภค เนื่องจากมีสัญญาณการผิดนัดการชำระหนี้ 3 เดือนติดต่อกัน ส่วนภาพรวมของธนาคารพาณิชย์ปี 2552 ธปท.จะหารือกับผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ในช่วงปลายปีนี้ และต้นปีหน้าอีกครั้ง ทั้งเรื่องของแผนการดำเนินธุรกิจและความเสี่ยง เพื่อตั้งรับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ส่วนกรณีที่สถาบันการจัดเครดิตไม่ว่าจะเป็น สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (เอสแอนด์พี) ฟิทซ์ เรตติ้งส์ และ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ประกาศปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือต่อเศรษฐกิจไทยลงจากเสถียรภาพเป็นติดลบ และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารไทยด้วย เพราะเป็นผลจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อไปนั้น มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทย เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการเงินไทยมีความมั่นคงสูง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) สูงถึงร้อยละ 15.7 ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีการหักสำรอง 9 เดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ร้อยละ 3.3
ที่มา... http://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTY4ODcxJm50eXBlPXRleHQ
1.ช่วยให้อุปสงค์ในประเทศทั้งด้านการลงทุนภาคธุรกิจและการบริโภคของประชาชน ส่งผลให้ความต้องการด้านสินเชื่อเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนหรืออัตราดอกเบี้ยลดลง
2.ตลาดเงินมีสภาพคล่องสูงขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสภาพคล่องในประเทศและการขยายตัวของสินเชื่อ
3.ช่วยลดภาระการชำระหนี้ของผู้กู้
4.ช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าลงได้ ซึ่งประโยชน์ทั้งหมดจะเป็นผลดีทั้งต่อเศรษฐกิจและธนาคารพาณิชย์
สำหรับในอนาคต ธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับวัฏจักรของดอกเบี้ยในประเทศ ส่วนที่ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากไม่เท่ากันนั้น ธปท.ก็ดูอยู่ และมีการให้ความเห็นบ้าง แต่มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องกังวลมาก เพราะการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าอัตราดอกเบี้ยกู้ยืม เนื่องจากก่อนที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะเข้ามีผลจริง ๆ ก็ต้องรอให้เงินฝากครบกำหนด ซึ่งช่วงนี้อาจจะเป็นแรงกดดันต่อธนาคารพาณิชย์พอสมควร
นายบัณฑิต กล่าวต่อว่า ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญและติดตามตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้เริ่มเห็นว่ามีอัตราที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และอุปโภคบริโภค เนื่องจากมีสัญญาณการผิดนัดการชำระหนี้ 3 เดือนติดต่อกัน ส่วนภาพรวมของธนาคารพาณิชย์ปี 2552 ธปท.จะหารือกับผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ในช่วงปลายปีนี้ และต้นปีหน้าอีกครั้ง ทั้งเรื่องของแผนการดำเนินธุรกิจและความเสี่ยง เพื่อตั้งรับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ส่วนกรณีที่สถาบันการจัดเครดิตไม่ว่าจะเป็น สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (เอสแอนด์พี) ฟิทซ์ เรตติ้งส์ และ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ประกาศปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือต่อเศรษฐกิจไทยลงจากเสถียรภาพเป็นติดลบ และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารไทยด้วย เพราะเป็นผลจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อไปนั้น มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทย เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการเงินไทยมีความมั่นคงสูง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) สูงถึงร้อยละ 15.7 ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีการหักสำรอง 9 เดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ร้อยละ 3.3
ที่มา... http://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTY4ODcxJm50eXBlPXRleHQ
คำถาม...
1. การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงถึงร้อยละ 1 ทำให้มีส่งผลอย่างไรกับธนาคารพาณิชย์ ?
2. จากข้อ 1... แล้วจะส่งผลอย่างไรต่อภาคการลงทุน และการบริโภคของประชาชน ?
3. เพราะเหตุใดสถาบันการจัดเครดิตต่างๆ จึงได้ประกาศปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือต่อเศรษฐกิจไทยลงจากเสถียรภาพเป็นติดลบ ?
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)