วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551
โรงงานขนาดเล็กจ่อคิวปิดตัวหลังปีใหม่ จับตา 4 กลุ่มเสี่ยงสูง
จัดทำบทความโดย...นางสาวศิรินทรา ลาวัลย์ เลขทะเบียน 4901208031
โรงงานขนาดเล็กจ่อคิวปิดตัวหลังปีใหม่ เผยตัวเลขเจ๊งไปแล้วกว่า 500 แห่ง ลูกจ้างคนตกกว่า 1 แสนคน พรัอมระบุ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องประดับ และสิ่งทอ
วันนี้ (12 ธันวาคม 2551) นางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ่มครองแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์เลิกจ้างงานล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2551 พบว่า มีสถานประกอบการ ได้ประกาศปิดกิจการไปแล้ว 555 แห่ง ลูกจ้าง 46,638 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 17 แห่ง และมีแนวโน้มเลิกจ้าง 225 แห่ง ลูกจ้างอีกกว่า 100,000 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 5 แห่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีสถานประกอบการปิดกิจการเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก ในประเภทอุตสากรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องประดับ และสิ่งทอ
นางอัมพร ระบุว่า วิกฤตเศรษฐกิจในขณะนี้ เมื่อเทียบกับปี 2540 ความรุนแรงน่าจะใกล้เคียงกัน สิ่งที่ต้องเตรียมขณะนี้ คือ การหามาตรการ เพื่อทำให้ประชาชนในประเทศสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และทำให้ปัญหาอาชญากรรมเกิดขึ้นน้อยที่สุด ส่วนที่มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2552 จะมีคนตกงานกว่า 1-2 ล้านคนนั้น การเลิกจ้างไม่น่าจะถึงหลักล้าน แต่จากการเฝ้าระวังสถานการณ์การเลิกจ้างในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีสถานประกอบการปิดกิจการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าวิตก
สำหรับการคาดการณ์ของประธานสภาอุตสาหกรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ระบุว่า หลังจากเทศกาลปีใหม่จะมีคนตกงานในจังหวัดกว่า 60,000 คนนั้น ในจังหวัดอยุธยา มีสถานประกอบการทั้งหมด 2,916 แห่ง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนเล็กทรอนิกส์ กว่า 138 แห่ง ซึ่งมีลูกจ้างกว่า 100,000 คน มีแนวโน้มที่น่าจะเป็นไปได้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการเลิกจ้างลูกจ้างในบริษัทรับเหมาช่วง (ซับคอนแทรค)
ที่มา http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9510000146232
คำถาม
1. ปี 2550 กลุ่มที่มีความเสี่ยงตกงานสูงคือกลุ่มอาชีพใด
2.มีสถานประกอบการ ได้ประกาศปิดกิจการไปแล้วกี่แห่ง
3.สำหรับการคาดการณ์ของประธานสภาอุตสาหกรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ระบุว่า หลังจากเทศกาลปีใหม่จะมีคนตกงานในจังหวัดประมาณกี่คน
วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ปรับลดดอกเบี้ยลงร้อยละ 1 หนุนให้สินเชื่อพุ่งขึ้น
จัดทำบทความโดย... อรรถวุฒิ เยาวพัฒน์ เลขทะเบียน 4901208037
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ฝ่ายเสถียรภาพสถาบันการเงิน (ธปท.) กล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงถึงร้อยละ 1 เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้ระบบธนาคารพาณิชย์ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามนั้น ประเมินว่าส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยใน 4 ช่องทาง คือ
1.ช่วยให้อุปสงค์ในประเทศทั้งด้านการลงทุนภาคธุรกิจและการบริโภคของประชาชน ส่งผลให้ความต้องการด้านสินเชื่อเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนหรืออัตราดอกเบี้ยลดลง
2.ตลาดเงินมีสภาพคล่องสูงขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสภาพคล่องในประเทศและการขยายตัวของสินเชื่อ
3.ช่วยลดภาระการชำระหนี้ของผู้กู้
4.ช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าลงได้ ซึ่งประโยชน์ทั้งหมดจะเป็นผลดีทั้งต่อเศรษฐกิจและธนาคารพาณิชย์
สำหรับในอนาคต ธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับวัฏจักรของดอกเบี้ยในประเทศ ส่วนที่ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากไม่เท่ากันนั้น ธปท.ก็ดูอยู่ และมีการให้ความเห็นบ้าง แต่มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องกังวลมาก เพราะการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าอัตราดอกเบี้ยกู้ยืม เนื่องจากก่อนที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะเข้ามีผลจริง ๆ ก็ต้องรอให้เงินฝากครบกำหนด ซึ่งช่วงนี้อาจจะเป็นแรงกดดันต่อธนาคารพาณิชย์พอสมควร
นายบัณฑิต กล่าวต่อว่า ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญและติดตามตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้เริ่มเห็นว่ามีอัตราที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และอุปโภคบริโภค เนื่องจากมีสัญญาณการผิดนัดการชำระหนี้ 3 เดือนติดต่อกัน ส่วนภาพรวมของธนาคารพาณิชย์ปี 2552 ธปท.จะหารือกับผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ในช่วงปลายปีนี้ และต้นปีหน้าอีกครั้ง ทั้งเรื่องของแผนการดำเนินธุรกิจและความเสี่ยง เพื่อตั้งรับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ส่วนกรณีที่สถาบันการจัดเครดิตไม่ว่าจะเป็น สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (เอสแอนด์พี) ฟิทซ์ เรตติ้งส์ และ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ประกาศปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือต่อเศรษฐกิจไทยลงจากเสถียรภาพเป็นติดลบ และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารไทยด้วย เพราะเป็นผลจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อไปนั้น มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทย เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการเงินไทยมีความมั่นคงสูง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) สูงถึงร้อยละ 15.7 ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีการหักสำรอง 9 เดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ร้อยละ 3.3
ที่มา... http://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTY4ODcxJm50eXBlPXRleHQ
1.ช่วยให้อุปสงค์ในประเทศทั้งด้านการลงทุนภาคธุรกิจและการบริโภคของประชาชน ส่งผลให้ความต้องการด้านสินเชื่อเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนหรืออัตราดอกเบี้ยลดลง
2.ตลาดเงินมีสภาพคล่องสูงขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสภาพคล่องในประเทศและการขยายตัวของสินเชื่อ
3.ช่วยลดภาระการชำระหนี้ของผู้กู้
4.ช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าลงได้ ซึ่งประโยชน์ทั้งหมดจะเป็นผลดีทั้งต่อเศรษฐกิจและธนาคารพาณิชย์
สำหรับในอนาคต ธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับวัฏจักรของดอกเบี้ยในประเทศ ส่วนที่ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากไม่เท่ากันนั้น ธปท.ก็ดูอยู่ และมีการให้ความเห็นบ้าง แต่มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องกังวลมาก เพราะการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าอัตราดอกเบี้ยกู้ยืม เนื่องจากก่อนที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะเข้ามีผลจริง ๆ ก็ต้องรอให้เงินฝากครบกำหนด ซึ่งช่วงนี้อาจจะเป็นแรงกดดันต่อธนาคารพาณิชย์พอสมควร
นายบัณฑิต กล่าวต่อว่า ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญและติดตามตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้เริ่มเห็นว่ามีอัตราที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และอุปโภคบริโภค เนื่องจากมีสัญญาณการผิดนัดการชำระหนี้ 3 เดือนติดต่อกัน ส่วนภาพรวมของธนาคารพาณิชย์ปี 2552 ธปท.จะหารือกับผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ในช่วงปลายปีนี้ และต้นปีหน้าอีกครั้ง ทั้งเรื่องของแผนการดำเนินธุรกิจและความเสี่ยง เพื่อตั้งรับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ส่วนกรณีที่สถาบันการจัดเครดิตไม่ว่าจะเป็น สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (เอสแอนด์พี) ฟิทซ์ เรตติ้งส์ และ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ประกาศปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือต่อเศรษฐกิจไทยลงจากเสถียรภาพเป็นติดลบ และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารไทยด้วย เพราะเป็นผลจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อไปนั้น มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทย เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการเงินไทยมีความมั่นคงสูง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) สูงถึงร้อยละ 15.7 ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีการหักสำรอง 9 เดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ร้อยละ 3.3
ที่มา... http://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTY4ODcxJm50eXBlPXRleHQ
คำถาม...
1. การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงถึงร้อยละ 1 ทำให้มีส่งผลอย่างไรกับธนาคารพาณิชย์ ?
2. จากข้อ 1... แล้วจะส่งผลอย่างไรต่อภาคการลงทุน และการบริโภคของประชาชน ?
3. เพราะเหตุใดสถาบันการจัดเครดิตต่างๆ จึงได้ประกาศปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือต่อเศรษฐกิจไทยลงจากเสถียรภาพเป็นติดลบ ?
วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
หากการเมืองยืดเยื้อ ปี52 ท่องเที่ยวจะลดลง 3.5 ล้านคน

จัดทำบทความโดย นายธนชิต เชื้อพิบูลย์ เลขทะเบียน 4901208083
ธปท.ได้ประเมินว่าหากการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้ นักท่องเที่ยวจะหายไป 3.5 ล้านคน ซึ่งมีความรุนแรงกว่าปัญหาโรคซาร์สที่นักท่องเที่ยวหายไป 1 ล้านคน และเหตุการณ์สึนามินักท่องเที่ยวหายไป180,000 ล้านคน
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ธปท.ได้ประเมินว่าหากการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจะหายไป 3.5 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 40 ในปี 2552 คิดเป็นเงินที่สูญไป 140,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 1.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งมีความรุนแรงกว่าปัญหาโรคซาร์สที่ทำให้นักท่องเที่ยวหายไป 1 ล้านคน และเหตุการณ์สึนามินักท่องเที่ยวหายไป 180,000 ล้านคน
นางอมรา เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า ชะลอตัวลงทุกด้าน โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หดตัวต่อเนื่อง เพราะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง และคาดว่าเหตุการณ์ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และมีผลต่อภาคธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง และจากสถานการณ์การเมืองที่อึมครึมตลอด ยังทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจแย่ลงทุกด้าน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ยอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลงมาก ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนตุลาคมอยู่ที่ 38.3 ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 42.5 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี 10 เดือน นับตั้งแต่มีการจัดทำดัชนีดังกล่าวในปี 2543 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 75.8 ลดลงต่ำสุดในรอบ 1 ปีนางอมรา กล่าวอีกว่า สำหรับการส่งออกเดือนตุลาคม มีมูลค่า 14,998 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 4.7 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 76 เดือน ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 15,962 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 23.5 ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 964 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง ธปท.ประเมินว่าภาคการส่งออกที่ขยายตัวชะลอลง ประกอบกับรายได้จากการท่องเที่ยวชะลอตัวลงเช่นกัน ดังนั้น ดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2551 จะขาดดุล จากที่เคยประเมินว่าจะเกินดุลเล็กน้อย
นอกจากนี้ ธปท.เตรียมประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจใหม่ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 3 ธันวาคมนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอมากกว่าที่คาด และเหตุการณ์ในประเทศตึงเครียดมากขึ้น ดังนั้น คาดว่าจีดีพีคงจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
ที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=93a76e8b-ee29-4f04-a215-03aed4040331
คำถาม
1. ดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2551 จะเป็นอย่างไร ?
2. จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเพราะอะไร ?
3. การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะเกิดขึ้นในวันที่เท่าไร ?
ธปท.ได้ประเมินว่าหากการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้ นักท่องเที่ยวจะหายไป 3.5 ล้านคน ซึ่งมีความรุนแรงกว่าปัญหาโรคซาร์สที่นักท่องเที่ยวหายไป 1 ล้านคน และเหตุการณ์สึนามินักท่องเที่ยวหายไป180,000 ล้านคน
นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ธปท.ได้ประเมินว่าหากการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจะหายไป 3.5 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 40 ในปี 2552 คิดเป็นเงินที่สูญไป 140,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 1.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งมีความรุนแรงกว่าปัญหาโรคซาร์สที่ทำให้นักท่องเที่ยวหายไป 1 ล้านคน และเหตุการณ์สึนามินักท่องเที่ยวหายไป 180,000 ล้านคน
นางอมรา เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า ชะลอตัวลงทุกด้าน โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หดตัวต่อเนื่อง เพราะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง และคาดว่าเหตุการณ์ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และมีผลต่อภาคธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง และจากสถานการณ์การเมืองที่อึมครึมตลอด ยังทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจแย่ลงทุกด้าน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ยอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลงมาก ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนตุลาคมอยู่ที่ 38.3 ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 42.5 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี 10 เดือน นับตั้งแต่มีการจัดทำดัชนีดังกล่าวในปี 2543 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 75.8 ลดลงต่ำสุดในรอบ 1 ปีนางอมรา กล่าวอีกว่า สำหรับการส่งออกเดือนตุลาคม มีมูลค่า 14,998 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 4.7 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 76 เดือน ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 15,962 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 23.5 ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 964 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง ธปท.ประเมินว่าภาคการส่งออกที่ขยายตัวชะลอลง ประกอบกับรายได้จากการท่องเที่ยวชะลอตัวลงเช่นกัน ดังนั้น ดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2551 จะขาดดุล จากที่เคยประเมินว่าจะเกินดุลเล็กน้อย
นอกจากนี้ ธปท.เตรียมประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจใหม่ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 3 ธันวาคมนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอมากกว่าที่คาด และเหตุการณ์ในประเทศตึงเครียดมากขึ้น ดังนั้น คาดว่าจีดีพีคงจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
ที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=93a76e8b-ee29-4f04-a215-03aed4040331
คำถาม
1. ดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2551 จะเป็นอย่างไร ?
2. จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเพราะอะไร ?
3. การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะเกิดขึ้นในวันที่เท่าไร ?
วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
นิวยอร์คไลฟ์ ไม่ร่วมโครงการความช่วยเหลือทางการเงินของกระทรวงการคลัง สหรัฐอเมริกา
จัดทำบทความโดย น.ส. จิตลดา ธนกิจอมร เลขทะเบียน 4901208045
กรุงเทพฯ--7 พ.ย.--นิวยอร์ค์ไลฟ์ อินชัวรันส์
นิวยอร์คไลฟ์ อินชัวรันส์ บริษัทแม่ของ บมจ. ไทยพาณิชย์ นิวยอร์คไลฟ์ประกันชีวิต แถลงวันนี้ว่า นิวยอร์คไลฟ์ ยืนยันที่จะไม่เข้าร่วมโครงการขอรับความช่วยเหลือทางการเงินของกระทรวงการคลัง สหรัฐอเมริกา
โฆษกของนิวยอร์คไลฟ์ กล่าวว่า “เมื่อเราทราบอย่างชัดเจนว่า โครงการนี้เป็นความสมัครใจของบริษัทประกันภัย นิวยอร์คไลฟ์ จึงสามารถประเมินในมุมมอง ทั้งด้านความมั่นคงของฐานะการเงิน และประโยชน์สูงสุดของผู้ถือกรมธรรม์ เรามีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งมาก โดยมีเงินกองทุนสูงกว่าจำนวนที่บริษัท ซึ่งได้รับการจัดอันดับความแข็งแกร่งทางเงินในระดับ AAA ต้องดำรงไว้อีกด้วย นอกจากนี้ นิวยอร์คไลฟ์ ยังได้รับการจัดอันดับความแข็งแกร่งทางเงินในระดับสูงสุด จากสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ Standard & Poors (AAA), Moody’s (Aaa), A.M. Best (A++) และ Fitch (AAA) อย่างเหนียวแน่น”
เขากล่าวต่อว่า “บริษัทของเรา สามารถบรรลุเป้าหมาย และยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ โดยปราศจากขอรับความช่วยเหลือทางการเงินใดๆ ทั้งสิ้นจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ธุรกิจของเรายังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และมีผลกำไร นอกจากนี้ นิวยอร์คไลฟ์ ยังมุ่งมั่นที่จะดำรงสถานะการเป็นบริษัทประกันชีวิตที่มีผู้ถือกรมธรรม์เป็นเจ้าของ หรือ Mutual Life ซึ่งดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของผู้ถือกรมธรรม์เป็นหลักต่อไป”
นิวยอร์คไลฟ์ อินชัวรันส์ บริษัทแม่ของ บมจ. ไทยพาณิชย์ นิวยอร์คไลฟ์ประกันชีวิต แถลงวันนี้ว่า นิวยอร์คไลฟ์ ยืนยันที่จะไม่เข้าร่วมโครงการขอรับความช่วยเหลือทางการเงินของกระทรวงการคลัง สหรัฐอเมริกา
โฆษกของนิวยอร์คไลฟ์ กล่าวว่า “เมื่อเราทราบอย่างชัดเจนว่า โครงการนี้เป็นความสมัครใจของบริษัทประกันภัย นิวยอร์คไลฟ์ จึงสามารถประเมินในมุมมอง ทั้งด้านความมั่นคงของฐานะการเงิน และประโยชน์สูงสุดของผู้ถือกรมธรรม์ เรามีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งมาก โดยมีเงินกองทุนสูงกว่าจำนวนที่บริษัท ซึ่งได้รับการจัดอันดับความแข็งแกร่งทางเงินในระดับ AAA ต้องดำรงไว้อีกด้วย นอกจากนี้ นิวยอร์คไลฟ์ ยังได้รับการจัดอันดับความแข็งแกร่งทางเงินในระดับสูงสุด จากสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ Standard & Poors (AAA), Moody’s (Aaa), A.M. Best (A++) และ Fitch (AAA) อย่างเหนียวแน่น”
เขากล่าวต่อว่า “บริษัทของเรา สามารถบรรลุเป้าหมาย และยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ โดยปราศจากขอรับความช่วยเหลือทางการเงินใดๆ ทั้งสิ้นจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ธุรกิจของเรายังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และมีผลกำไร นอกจากนี้ นิวยอร์คไลฟ์ ยังมุ่งมั่นที่จะดำรงสถานะการเป็นบริษัทประกันชีวิตที่มีผู้ถือกรมธรรม์เป็นเจ้าของ หรือ Mutual Life ซึ่งดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของผู้ถือกรมธรรม์เป็นหลักต่อไป”
เกี่ยวกับนิวยอร์คไลฟ์
นิวยอร์ค์ไลฟ์ อินชัวรันส์ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2388 สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงนิวยอร์ค และได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์จูนให้อยู่ในกลุ่ม 100 บริษัทแรกที่มีรายได้สูงสุดของสหรัฐอเมริกา เป็นบริษัทประกันชีวิตที่มีผู้ถือกรมธรรม์เป็นผู้ถือหุ้น (Mutual Life) ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นิวยอร์คไลฟ์ ได้รับการจัดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินในระดับสูงสุดจาก 4 สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก โดยให้บริการประกันชีวิต กรมธรรม์เพื่อการเกษียณอายุ และความคุ้มครองระยะยาว
ให้แก่ลูกค้า ส่วนนิวยอร์คไลฟ์ อินเวสเม้นท์ แมเนจเม้นท์ แอลแอลซี ให้บริการบริหารทรัพย์สิน และการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุ ส่วนบริษัทในเครืออื่นๆ ให้บริการผลิตภัณฑ์และบริการกองทุนรวม ทั้งประเภทรายบุคคล และสถาบัน
ด้านนิวยอร์คไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นบริษัทในเครือของนิวยอร์คไลฟ์ ที่ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ และให้บริการประกันชีวิต และกรมธรรม์ประกันชีวิตคุณภาพผ่านสาขาต่างๆ ในทวีปละตินอเมริกา และเอเชียซึ่งประกอบด้วย ฮ่องกง ไต้หวัน จีน เกาหลีใต้ อินเดีย ไทย เม็กซิโก และอาร์เจนติน่า
ที่มา : http://www.newswit.com/news/
2008-1107/45562fa56ba1dc64ac2db56a710efbad/
คำถาม
1.จากข่าวสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำทั้ง 4 แห่ง ได้แก่อะไรบ้าง
2.นิวยอร์ค์ไลฟ์ อินชัวรันส์ ก่อตั้งในปีใด สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ไหน
3.นิวยอร์คไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นบริษัทในเครือของนิวยอร์คไลฟ์ ดำเนินธุรกิจและให้บริการในประเทศอะไรบ้าง
ให้แก่ลูกค้า ส่วนนิวยอร์คไลฟ์ อินเวสเม้นท์ แมเนจเม้นท์ แอลแอลซี ให้บริการบริหารทรัพย์สิน และการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุ ส่วนบริษัทในเครืออื่นๆ ให้บริการผลิตภัณฑ์และบริการกองทุนรวม ทั้งประเภทรายบุคคล และสถาบัน
ด้านนิวยอร์คไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นบริษัทในเครือของนิวยอร์คไลฟ์ ที่ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ และให้บริการประกันชีวิต และกรมธรรม์ประกันชีวิตคุณภาพผ่านสาขาต่างๆ ในทวีปละตินอเมริกา และเอเชียซึ่งประกอบด้วย ฮ่องกง ไต้หวัน จีน เกาหลีใต้ อินเดีย ไทย เม็กซิโก และอาร์เจนติน่า
ที่มา : http://www.newswit.com/news/
2008-1107/45562fa56ba1dc64ac2db56a710efbad/
คำถาม
1.จากข่าวสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำทั้ง 4 แห่ง ได้แก่อะไรบ้าง
2.นิวยอร์ค์ไลฟ์ อินชัวรันส์ ก่อตั้งในปีใด สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ไหน
3.นิวยอร์คไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นบริษัทในเครือของนิวยอร์คไลฟ์ ดำเนินธุรกิจและให้บริการในประเทศอะไรบ้าง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)